วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

“ลูกสวาด–ลูกสวาดสียาตรา” วัตถุอาถรรพ์มหาเสน่ห์ และเรื่องรัก-เรื่องลับหลังชายผ้าเหลือง

พระชั้นผู้ใหญ่และเหล่าลูกสวาท (ภาพจากประชุมภาพประวัติศาสตร์แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๔๘)

ผู้เขียน  : พร่างพนานต์ ช่วงพิทักษ์ 
เผยแพร่  :  วันพฤหัสที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563

 สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ๊ย ด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง
 จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลาง เปรียบเหมือนอย่างลูกสวาดศรียาตรา 

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนี้เป็นความบางส่วนที่คัดมาจาก ‘นิราศพระประธม’ หนึ่งในผลงานนิราศของ ‘สุนทรภู่’ ความส่วนที่ยกมานี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่ามีการกล่าวถึง “ลูกสวาด” และ “ลูกสวาดสียาตรา” หรือ “ลูกสวาทสียะตรา” ไว้ด้วย โดย “สวาด” ที่ปรากฏเป็นคำแรกมีความหมายถึงพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อออกผล ผู้คนมักนิยมนำเมล็ดไปทำพิธีจนกลายเป็นวัตถุอาถรรพ์มีฤทธิ์ในด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม หรือที่มักเรียกกันว่า “ลูกสวาด” ส่วน “ลูกสวาดสียาตรา” นั้น มิใช่พันธุ์ไม้แต่ประการใด แต่มีความหมายอ้างอิงถึง เด็กผู้ชายที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่นิยมอุปการะไว้เพื่อโอ้อวดบารมี ผ่านเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่ลูกสวาทใส่ ทั้งยังรวมไปถึงการอุปการะไว้เพื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างพระผู้อุปการะและเด็กชายด้วย


ลูกสวาด (ภาพจากเว็บไซต์ https://www.youtube.com/watch?v=dObwVbDhbRQ)

ลูกสวาด : วัตถุอาถรรพ์มหาเสน่ห์

ลูกสวาด เป็นเมล็ดที่อยู่ภายในผลของต้นสวาด สามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยมักพบได้ตามป่าละเมาะใกล้ทะเล ผลของต้นสวาดจะมีลักษณะเป็นฝักรูปรี หรือขอบขนานแกมรูปรี มีขนยาวแหลมแข็งคล้ายหนาม ภายในแต่ละฝักจะมีเมล็ดอยู่ 2 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นเมล็ดกลมเปลือกแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร สีเทาแกมเขียว คนสมัยโบราณนิยมพกลูกสวาดติดตัวไว้ เพราะเชื่อว่าจะให้ผลด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม มีแต่คนรักใคร่ เนื่องด้วยลูกสวาดนั้นมีชื่อพ้องเสียงกับคำว่า ‘สวาท’ [สะหฺวาด] ที่มีความหมายว่า ความรัก ความพอใจหรือความยินดีในทางกามารมณ์ นอกจากนี้ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เชื่อว่าลูกสวาดเป็นวัตถุอาถรรพ์มีฤทธิ์ในตัวอยู่แล้วหากนำไปให้อาจารย์ผู้มีวิชาอาคมปลุกเสกหรือลงอาคมก็จะยิ่งทำให้ลูกสวาดเหล่านั้นมีฤทธิ์ในทางมหาเสน่ห์มากยิ่งขึ้นแก่ผู้ครอบครองอีกทั้งในความเชื่อด้านไสยศาสตร์การทำเสน่ห์บางวิธียังมีการใช้ลูกสวาดเป็นหนึ่งในวัตถุดิบประกอบพิธีกรรมอีกด้วยหากแต่ข้อเท็จจริงของผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ล้วนขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล 


ลูกสวาดสียาตรา : เรื่องรัก เรื่องลับ หลังชายผ้าเหลือง

ลูกสวาดสียาตราหรือลูกสวาทสียะตรา เป็นคำที่ใช้เรียกเด็กชายที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ หรือพระนอกรีตบางรูปนำมาอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งลูกสวาทเหล่านี้จะมีลักษณะต่างจากเด็กวัดทั่วไปคือ จะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มีการแต่งตัว ใส่เครื่องประดับให้แก่ลูกสวาท เพื่อโอ้อวดบารมีแข่งขันกันในหมู่พระที่เลี้ยงลูกสวาท การเลี้ยงดูลูกสวาทนั้นนอกจากจะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการโอ้อวดบารมีแล้วยังอาจเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของพระผู้อุปการะได้เช่นกันดังที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ได้มีการตรากฎพระสงฆ์ 10 ข้อเพื่อจัดระเบียบพระสงฆ์ก็ได้มีการกล่าวถึงกรณีการเลี้ยงลูกสวาทในหมู่พระภิกษุสงฆ์ไว้ว่า “…ลางเหล่าเหนเด็กชายลูกข้าราชการอาณาประชาราษฎรรูปร่างหมดหน้าก็พูดจาเกลี้ยกล่อม ชักชวนไปไว้ แล้วกอดจูบหลับนอนเคล้าคลึง ไปไหนเอาไปด้วย แต่งตัวเด็กโอ่อวดประกวดกันเรียกว่าลูกสวาศ ลูกสุดใจก็มีบ้างที่ช่วงชิงลูกสวาศ เกิดความหึงษาพยาบาทจนเกิดวิวาทตีรันกันตายด้วยไม้กระบองซั่น

พิจารณาได้ตัวมารับเปนสัตยได้ไม้กระบองซั่นเปนหลายอัน…” กฎให้ไว้ ณ วันอังคาร เดือนเจ็ด แรมสิบสามค่ำ จุลศักราช 1163 ปีรกา นักษัตรตรีศก

 แล้วตัวละครสียะตราในอิเหนาเกี่ยวข้องอย่างไรกับลูกสวาท?

ในส่วนที่มาของชื่อเรียก “ลูกสวาดสียาตรา” “ลูกสวาทสียะตรา” นั้น เป็นชื่อที่นำมาจากตัวละครหนึ่งในวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” โดยตัวละครสียะตรา มีบทบาทในเรื่องเป็นพระโอรสอันเกิดแต่ท้าวดาหากับประไหมสุหรี ทั้งยังมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของนางบุษบา ส่วนสาเหตุที่มีการนำชื่อ สียะตรา มาใช้นั้น คาดว่าน่าจะมีที่มาจากพฤติกรรมของ ‘อิเหนา’ ที่กระทำต่อ ‘สียะตรา’ ในเชิงลวนลาม และยังเป็นการลวนลามระหว่างผู้ชายด้วยกันอีกด้วย คือมีการกอด จูบ ลูบ แต่ไม่ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน ดังตัวอย่างที่ยกมานี้
 ๏ ครั้นพระกุมารหลับสนิท พระโอบอุ้มจุมพิตขนิษฐา
โลมเล้าลูบไล้ไปมา สำคัญว่าบุษบานารี
พิศพักตร์พักตร์ผ่องดังเดือนฉาย พิศทรงทรงคล้ายนางโฉมศรี
พิศปรางเหมือนปรางพระบุตรี รัศมีสีเนื้อละกลกัน
ทั้งโอษฐ์องค์ขนงเนตรนาสา ละม้ายแม้นบุษบาทุกสิ่งสรรพ์
พระกอดจูบลูบไล้เกี่ยวพัน จนบรรทมหลับสนิทไป ฯ 

แม้กระทั่งพฤติกรรมการปรนเปรอเอาใจสียะตราของอิเหนาที่มีการหาของเล่นมาให้จำนวนมากหรือพาไปเที่ยวเล่นชมนกชมไม้ก็มีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของพระเถระที่เอาใจลูกสวาทโดยการให้เครื่องแต่งตัวเครื่องประดับต่างๆ

 ๏ ครั้นถึงจึ่งวางเหนือตัก แสนรักสนิทเสนหา
แล้วบัญชาสั่งเสนา เร่งจัดเครื่องเล่นมาทุกสิ่งอัน
โล่ดั้งดาบเขนหอกคู่ ง้าวทวนธนูกั้นหยั่น
กริชกระบี่เสน่าเกาทัณฑ์ ให้สมกันกับองค์พระกุมาร 

กระทั่งพฤติกรรมหวงสียะตราของอิเหนาเมื่อครั้งที่จรกาอุ้มสียะตรามาชมโฉมอิเหนาเห็นเช่นนั้นจึงบังเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากซึ่งคล้ายกับพฤติกรรมหึงหวงลูกสวาทระหว่างพระสงฆ์ผู้เลี้ยงดูลูกสวาทเหล่านั้นดังนี้

 ๏ เมื่อนั้น อิเหนาแค้นขัดสหัสสา พิศเพ่งเขม็งนัยนา
 ให้สบเนตรสียะตราผู้ร่วมใจ ฯ

 ๏เมื่อนั้น สียะตรารู้แจ้งอัชฌาสัย จึงกลับมากอดเชษฐาไว้
 เห็นพระเมินพักตร์ไปก็โศกา แต่แรกเรียกน้องก็ไม่จร
 ภูธรขืนขับให้ไปหา แล้วพระมากริ้วโกรธา
 โทษาน้องผิดสิ่งใด ฯ 

แม้ว่าพฤติกรรมที่อิเหนากระทำในข้างต้นจะมีเหตุผลเนื่องด้วยเห็นสียะตราเป็นตัวแทนของบุษบาก็จริงแต่การกระทำเหล่านั้นอย่างไรเสียก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นกับสียะตราไม่ใช่นางบุษบาอีกทั้งการกระทำเหล่านั้นยังมีความคล้ายคลึงสอดคล้องกับพฤติกรรมของพระเถระที่กระทำกับลูกสวาทจึงเป็นเหตุให้ลูกสวาทเหล่านั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ลูกสวาทสียะตรา’


................................................................................................................

 อ้างอิงจาก วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร. 2555. กฎหมายพระสงฆ์ สมัยรัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.watmoli.com/vittaya-1-section1/regulation-1.html [สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561]. ศูนย์สยามทรรศน์ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กองวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2560. สาธุสะพระประธมบรมธาตุ จงทรงศาสนาอยู่ไม่รู้สูญ ตามรอยนิราศพระประธมของสุนทรภู่. กรุงเทพฯ : บริษัท ทริปเพิ้ล กรุ๊ป จำกัด.


ที่มา  : 

https://www.silpa-mag.com/history/article_18495

“ลูกสวาท” ความสุขทางกามารมณ์ของ “ขันที”

“ลูกสวาท” ความสุขทางกามารมณ์ของ “ขันที”



ถ้า “หญิงงามเมือง” มีไว้เพื่อบำเรอชายชาวกรุงศรี แล้วเหตุใดเล่าเหล่าขันทีจะมี “ลูกสวาท” บ้างมิได้ เพราะต่อให้มีกฎระเบียบมาบังคับสักเพียงใดก็คงมิอาจกีดกั้นความต้องการตามธรรมชาติได้อยู่ดี

ถึงแม้ว่า ขันที จะต้องถูกตอนก่อนจะเข้าไปทำงานรับใช้ในวังตามกฎระเบียบ แต่การตัดความเป็นชายออกไปก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทุกคนจะต้องหมดความรู้สึกทางเพศไปด้วย ดังนั้นบางคนที่ยังคงมีความต้องการในเรื่องอย่างว่าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาวิธีระบายออก ขันทีคนใดที่ชอบผู้หญิงก็คงไม่เป็นปัญหานัก เพราะมีสาวรับใช้อยู่ในเรือนพักไว้รองรับ หรือถ้าจะให้ตื่นเต้นหน่อยก็อาจต้องลักลอบออกจากวังไปหา “หญิงงามเมือง” ยังโรงรับชำเราที่มีไว้สำหรับบุรุษทุกคน จะเป็นชายโสดหรือชายที่ออกเรือนแล้วก็สามารถเข้าโรงรับชำเราได้แบบไม่ต้องอายสายตาผู้คน เพราะถือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไป 
แต่สำหรับขันทีที่มีรสนิยมแบบชายรักชายส่วนใหญ่จะมี “ลูกสวาท” หรือผู้ชายที่เลี้ยงดูไว้เพื่อบำเรอกามของขันทีโดยเฉพาะ บ้างก็ปลูกเรือนให้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งแล้วแอบหนีออกไปพบลูกสวาทที่เรือนนั้นในยามค่ำคืน หรือไม่ก็จะนัดหมายลูกสวาทให้แอบลักลอบเข้ามาหาถึงเรือนพักในเขตวัง แล้วกลับออกไปก่อนสว่างในช่วงเวลาปลอดคน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ขัดกับกฎข้อห้ามตามระเบียบปฏิบัติ แต่ก็มักจะมีการละเมิดกฎที่ว่านี้อยู่บ่อยครั้ง เหมือนอย่างที่ “ขุนเทพรักษา” ลักลอบนำลูกสวาทเข้ามาบ่อยครั้งจนย่ามใจ โดยหารู้ไม่ว่า “แน่น” หรือ “ขุนจิตใจภักดิ์” ได้แอบล่วงรู้เข้าโดยบังเอิญ
ความสุขทางใจที่ขาดการยั้งคิดโดยการลักลอบนำลูกสวาทเข้ามาในเรือนพักของ ขุนเทพรักษา นอกจากจะเป็นเรื่องที่ผิดกฎระเบียบของกรมวังแล้ว ยังจะนำไปสู่เหตุการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นในกลุ่มขันทีอีกด้วย ติดตามเรื่องราวความเป็นไปของเหล่าขันทีกันได้ในละครหนึ่งด้าวฟ้าเดียว ทุกวันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางช่อง 33



ที่มา  : https://www.ch3thailand.com/news/scoop/11515